Untitled Document

 
 
 
 
 

มะเร็งร้ายในองค์กร
    คำพูด หรือลักษณะนิสัย ประเภทพวกทำงานเงินเดือน  ๒๐,๐๐๐ บาท ทำงานจริง ๕,๐๐๐ บาท  บางคนเงินเดือน ๑๐,๐๐๐ บาท ทำงานจริง ๓,๐๐๐  บาท เป็นลักษณะจิกเกอร์ จิกหัวใช้ลูกน้อง  จิกหัวใช้เพื่อนร่วมงาน  จิกเหมือนสัตว์บางชนิด เช่น ไก่ เป็ด นก เท้าอยู่กับที่แต่ปากจิกคนอื่นไปทั่ว โดยเฉพาะ จิกใช้ จิกเหน็บ จิกส่อเสียด จิกนินทา แล้วองค์กรท่านมีประเภทพวกจิกเกอร์อยู่มากน้อยเพียงใด คำพูดของคนที่มีอัตตาสูง เป็นมะเร็งร้ายในองค์กร  คือ 
๑.ฉันก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิด
    จะมีคนบางกลุ่มมักจะพูดคำนี้ออกมาว่า ฉันก็เป็นแบบอย่างนี้มาตั้งแต่เกิด คนที่พูดคำลักษณะอย่างนี้มักจะเป็นคนที่ไม่กลัวใคร  มักไม่นึกถึงความรู้สึกของคนอื่น ไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา ฉันจะมีนิสัยพฤติกรรมที่แย่อย่างไรใครมากล่าวตักเตือนคนประเภทนี้มักจะไม่เชื่อฟัง แถบยังดื้อรั้นพูดว่า ฉันก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิด  ไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงอะไรฉันได้หรอก คนประเภทนี้เป็นตัวอันตรายในองค์กร มันคือตัวมะเร็งร้ายในองค์กรตัวที่ ๑
๒.ฉันไม่เคยแคร์ใครหรอก
    จะมีคนบางกลุ่มมักจะพูดคำนี้ออกมาว่า ฉันไม่เคยแคร์ใครหรอก คนที่พูดคำลักษณะอย่างนี้มักจะเป็นคนที่ไม่สนใจใคร  ใครจะเป็นดีเป็นร้ายอะไรก็ไม่สนใจ ไม่เคยที่จะมีสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนร่วมงานเลย แต่เวลาที่ตนเองมีความทุกข์ หรือมีเรื่องเดือดร้อนกลับอยากให้คนอื่นเขาช่วยเหลือ 
คนประเภทนี้เป็นตัวอันตรายในองค์กร มันคือ ตัวมะเร็งร้ายในองค์กรตัวที่ ๒
๓.มันไม่ใช่หน้าที่ของฉัน  ฉันไม่ทำหรอก
    จะมีคนบางกลุ่มมักจะพูดคำนี้ออกมาว่า มันไม่ใช่หน้าที่ของฉัน ฉันไม่ทำหรอก คนที่พูดคำลักษณะ อย่างนี้มักจะเป็นคนที่ไม่มีน้ำใจ ไม่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนร่วมงานเลย เพราะคิดแต่ว่าฉันจะทำหน้าที่ของฉันอย่างเดียว หน้าที่อื่นที่ไม่ใช่ของฉัน ฉันไม่ทำ ซึ่งบางเรื่องบางงาน เราก็อาจจะมีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนบ้าง ก็ควรแสดงน้ำใจ ทีเขาทีเรา วันพระไม่ได้มีหนเดียว แต่คนเหล่านี้กลับไม่ยอมช่วยเหลืออะไรเพื่อนเลย คนประเภทนี้เป็นตัวอันตรายในองค์กร  มันคือ  ตัวมะเร็งร้ายในองค์กรตัวที่ ๓
 
ตะปูกับคนทำงาน
    ตะปูจะมีค่าก็ต่อเมื่อถูกตีไว้ในที่เหมาะสมความแข็งกล้าแหลมคมของตะปูนั่นเองที่ถูกหยิบจับมาใช้ในที่เหมาะควร จะใช้ตะปูต้องจับมาตี จะสอนบุคลากรให้ดีต้องจับมาตั้งไว้ในงานที่เหมาะสมกับตัวเขา  ตะปูที่แหลมคมหากวางไว้หรือหล่นไม่เป็นที่เป็นทาง เวลาเดินไปไม่ระมัดระวังอาจทิ่มเท้าได้ คนมีความรู้แหลมคมก็เช่นกันต้องนำไปตั้งนำไปตีไว้ในที่เหมาะสม มิฉะนั้นก็อาจทิ่มแทงเท้าเราได้เช่นกัน
ตะปูจะแน่นอยู่ที่มีคนจับไปตี คนจะดีหรือไม่ดีก็อยู่ที่จับไปใช้  ให้เขาใช้ ดีกว่าเขาเฉย
    ตะปูดีตอกไว้ตรงไหนต้องอยู่ที่ตรงนั้น ต่อเมื่อถอนออกไปตอกที่ไหน ต้องไม่หงิกไม่งอ ตอกได้ตีได้ คนจะดีหรือไม่ดีก็ตีได้บอกได้ หน้าไม่หงิก ไม่งอ เขาก็ใช้ต่อ ตะปูดีถ้าเขาตีเขาตอกให้อยู่ที่ไหนก็ควรปักตึงแน่นหนาอยู่ที่ตรงนั้น หรือผู้ตีเขาจะถอนก็ถอนได้ไม่ยึดติด ถ้าตีแล้วงอ แต่ว่ายังเป็นประโยชน์เขาก็จะดัดให้ตรงแล้วตีใหม่ ถ้ายังงออีกคงต้องทิ้งไปเป็นเศษเหล็กเล็กๆ  อันหนึ่งเท่านั้น ตะปูดีต้องตีได้ถอนได้ ตะปูดีต้องยอมให้ตี คนดีต้องยอมให้บอกให้สอน ละครดีต้องรู้จักบทจักตอน รู้จักแง่จักงอน แต่อย่ามาก จะยากนาน ตะปูจึงเป็นครูของเราได้ นั่งเก้าอี้มีตำแหน่งก็ต้องพึ่งตะปู แม้ลมหายใจด่าวดิ้นก็ยังพึ่งตะปูไว้ตอกสนิทปิดฝาโลง ชนิดที่ว่า คนทำไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ทำ
ก็คือ โลงศพ จะต้องใช้ทุกคนถึงแม้จะรวยหรือจนก็ตาม
การทำงานถ้าเปรียบกับการตีค้อน  ควรทำให้มีลักษณะ  ๔ ประการ
    ๑.เริ่มต้นก่อนย่อมได้เปรียบ  
    ๒.ออกแรงให้มาก ทุ่มเทให้มาก
    ๓.กำหนดเป้าหมาย ลงมือให้ตรงจุด 
    ๔.มีความสม่ำเสมอ มานะพากเพียร
 
ผู้ทำการใหญ่ ไม่ควรถือสาคำตำหนิ
    คนที่จะไม่ถูกตำหนิย่อมไม่มีในโลกนี้ ต่างกันแต่ว่าใครจะโดนมากโดนน้อยกว่ากันเท่านั้น คนที่ทำงานใหญ่กว่าก็ย่อมเจอคำตำหนิมาก คนที่ทำงานเล็กๆ น้อยๆ ก็ถูกตำหนิเล็ก ๆ น้อย ๆ ขนาดคนที่ไม่ทำอะไรเลย  ก็ยังถูกตำหนิดุด่า มันเอาแน่นอนไม่ได้กับคนเรา เพราะบางคนมีอาชีพตำหนิติติงผู้อื่น 
คอยจ้องจับผิดผู้อื่น แต่ไม่เคยเลยที่จะตำหนิตัวเอง  “ไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็มีคนติเตียนวิจารณ์เสมอ  จงใช้สติพิจารณา” ผู้ที่คิดจะทำการใหญ่ ต้องไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงต้องไม่ถือสาคำตำหนิติติงเล็กๆ น้อยๆ ของคนอื่น แต่ไม่ควรที่จะมองข้าม ควรจะตริตรองเพื่อพิจารณาด้วย ถึงอย่างไรก็ไม่ควรจะนำเป็นข้อกังวลมากนัก เพราะเหตุปัจจัยต่างๆ เราได้พิจารณามาถ้วนถี่ดีแล้ว
    ดังนั้น คนที่ทำหรือคิดการใหญ่ ไม่ควรถือสาหาความ ไม่ควรจะใส่ใจคำตำหนิเล็กๆ น้อย ๆ ของพวกนักติ ของพวกช่างติ เพราะบางครั้งบางที ถ้าถือสาหาความอาจทำให้เราหงุดหงิด งานใหญ่อาจผิดพลาดได้ หรือบางครั้งโอกาสทองอาจหลุดมือไป ชาวจีนจึงยึดคติว่า จะทำการใหญ่ต้องไม่ถือสาคำตำหนิเล็กๆ น้อยๆ “ เพียงแค่คิดว่า อยากทำ ยังไม่พอ ต้องคิดว่า จะต้องทำให้ได้ จึงจะไปถึงฝั่งฝันได้ ” โดยมีเป้าหมาย + วิธีการ  = ๑๐๐   โดยให้เป้าหมาย๑๐๐ % เราต้องไปให้ถึงให้สำเร็จ 
เป้าหมายจึงต้องเขียนไว้ในศิลา ไม่สามารถลบออกได้  แต่วิธีการที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น ไม่จำเป็นต้องวางแผนไว้ชัดเจน  สามารถเปลี่ยนแปลงได้  ปรับเปลี่ยนได้ วิธีการจึงต้องเขียนไว้ในทราย  เราสามารถลบออกได้เพื่อเปลี่ยนวิธีการใหม่ แต่ต้องไปให้ถึงเป้าหมาย นโปเลียนมหาราช  กล่าวว่า  การจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ท่านต้องมี ๒  สิ่ง คือ
๑.มีศัตรูที่กล้าแข็งที่สุด     ๒.มีมิตรที่ซื่อสัตย์ที่สุด
    เพื่อจะขึ้นสูง ท่านจะต้องผ่านด่านอันตรายให้ได้ นั่นคือ ต้องเอาชนะอุปสรรคหรือศัตรูที่กล้าแข็งเสียก่อน ท่านจึงจะเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ แต่ท่านจะเอาชนะอุปสรรคหรือศัตรูไม่ได้ ถ้าท่านไม่มีกัลยาณมิตรที่ซื่อสัตย์ที่สุดไว้คอยช่วยเหลือ ประโยชน์ของการด่า  คือ
๑.เป็นการทดสอบจิตใจ
    -มีคนด่าเราเราโกรธแสดงว่าสอบตก แต่ถ้ามีคนด่าเรา เราไม่โกรธ แสดงว่าสอบผ่าน
๒.คนที่ด่าเรา เขาจะชี้ข้อบกพร่องของเรา
    -นำข้อบกพร่องมาปรับปรุงตัวเรา ก็เป็นประโยชน์
๓.เขาด่าเรา คนที่ด่าเขาสบายใจขึ้น
    -มีคนมาด่าเรา เราก็ได้บุญ  เพราะทำให้รู้สึกสบายใจผู้นำต้องเคร่งครัดที่ตน  ผ่อนปรนที่คนอื่น
 
พัฒนาคน  พัฒนางานด้วยDhamma OD
มีคำกล่าวว่า
น้ำที่หยุดนิ่ง ไม่นานมันจะเน่า
ก้อนหินที่กลิ้งอยู่เสมอ ตะไคร่น้ำย่อมไม่จับ
เพชรพลอยที่มิได้เจียรไน ย่อมไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครๆ
แต่คนที่มิได้พัฒนา ย่อมเป็นอันตรายต่อ…องค์กร และ สังคม
    หมายความว่า คนที่ขาดการพัฒนาตนเอง หรือ องค์กรที่ไม่มีการพัฒนาบุคลากรที่ชัดเจนย่อมมีอันตรายเหมือน น้ำที่หยุดนิ่ง ไม่นานมันจะเน่า ความนิ่งคือ องค์กรที่ขาดการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องก็ย่อมนำไปสู่ความเสื่อม ฉะนั้นองค์กรต้องมีการพัฒนา
การพัฒนาองค์กร  ตามกระบวนการ OD : ( Organization Development )
    จากการศึกษา ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและมีความสุขในการทำงานใช้ IQ  แค่ ๒๐ % แต่ใช้ EQ ถึง ๘๐ % ใครที่ใช้แต่ IQ มากๆในการทำงาน  คนเหล่านี้ส่วนมากไม่ค่อยจะฟังใครไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น  ยากที่จะประสบความสำเร็จในการทำงาน  ส่วนคนที่ใช้ EQ ในการทำงานจะมีความสุข เพราะรู้จักควบคุมอารมณ์และรับฟังคนอื่นเสมอ  แต่ถ้าใครใช้ทั้ง IQ และ EQ ควบคู่ไปด้วยก็จะทำให้มีความสุขในการทำงาน  ลองสำเร็จตนเองดูสิว่า   ท่านอยู่ประเภทไหน  IQมาก  หรือ EQ น้อย  เราจึงควรค่อยๆพัฒนาต่อไป
    Organization Development (OD) การพัฒนาองค์การ เป็นรูปแบบหนึ่งของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ระยะยาวที่เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กร ถือได้ว่าเป็นศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่างแนวคิดในเชิงสังคมศาสตร์และในเชิงวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน เกี่ยวข้องกับเครื่องมือในเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ในองค์การที่ถูกนำมาใช้อย่างเป็นระบบ
 
    Wendell French (๑๙๖๙) กล่าวถึง OD ว่าเป็นกระบวนการระยะยาวที่เกิดขึ้นจากความพยายามในการปรับปรุงขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหาและการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภายนอกองค์การ โดยมีที่ปรึกษาทั้งจากภายในและภายนอกองค์การที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) คอยช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาแนะนำในการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในองค์การ 

    Michael Beer (๑๙๘๐) กล่าวว่า OD  กระบวนการที่เป็นระบบในการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ และการวางแผนงาน รวมถึงการออกแบบเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลง และการประเมินผลการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรในองค์การ OD เป็นกระบวนการหรือเครื่องมือที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากสภาวะแวดล้อมภายนอกในยุคของการแข่งขัน ดังนั้นองค์การต่างๆ  จึงมุ่งเน้นให้คนในองค์การเกิดการปรับปรุง และการพัฒนาในขีดความสามารถของตน ทั้งนี้แนวคิดของ OD จะเกิดขึ้นจากการที่ผู้บริหารได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง มิใช่การหยุดนิ่งอยู่กับที่ และหลายครั้งที่การทำ OD ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากผู้บริหารไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของ “คน” ในองค์การเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้ผู้บริหารขาดการมีส่วนร่วม ขาดการผลักดันในการนำเครื่องมือต่างๆ  มาใช้ในองค์การอย่างจริงจัง  ซึ่งบุคคลที่จะทำหน้าที่กระตุ้นให้ผู้บริหารระดับสูงเข้าใจและเห็นถึงความสำคัญของเครื่องมือOD
 
ร่วม Hay  ร่วม Ha  ร่วมคว้า HA
โครงการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล  หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Hospital  Accreditation  และเรียกชื่อย่อๆกันว่า  HA   บุคลากรในองค์กรทุกส่วนงานจะต้องมีคุณภาพถึงจะผ่าน HA โดยบุคลากรจะต้องปฏิบัติตน ดังต่อไปนี้
๑.ลดอัตตาของตนเองก่อน ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น  สามารถทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นได้
๒.เป็นผู้ที่มีอุดมการณ์สาธารณะ ทุ่มเท  และเสียสละให้กับงานโดยไม่ได้คาดหวังแต่เรื่องผลประโยชน์หรือค่าตอบแทน
๓.เปิดใจกว้างยอมรับฟังข้อเสนอแนะของผู้อื่นทั้งในด้านดีและสิ่งที่ควรปรับปรุง
๔.บุคลากรทุกคนมีความเป็นเอกภาพ เกิดความรู้สึกรักและผูกพันกับองค์กร  มีใจที่รักองค์กร  ทำเพื่อองค์กร
๕.มีความกระตือรือร้นและเกิดความฮึกเหิมในการทำงานมุ่งที่เป้าหมายของงานเป็นหลัก “ทำงานเพื่องาน”
๖.บุคลากรมีการพัฒนาด้านอารมณ์ EQ อย่างสม่ำเสมอ  มีความสุขในการทำงาน และการดำเนินชีวิต
๗.เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นกิจที่หนึ่ง  เห็นประโยชน์ส่วนตนเป็นกิจที่สอง
    สรุป ถ้าบุคลากรทุกท่านในองค์กรรวมใจกันเป็นหนึ่ง เริ่มต้นด้วยการให้อภัยกัน แล้วหันหน้าพูดคุยกัน  รับรองว่างานอะไรก็ประสบความสำเร็จ  เพราะทุกคนมีความสามัคคีกัน ไม่มีคำว่าทำไม่ได้ในพจนานุกรมอย่างแน่นอน เพราะพลังสามัคคี 
 
ชีวิตไดร์ C  การทำงานไดร์ D
ถ้าเปรียบเทียบกับชีวิตของเรา คือ คอมพิวเตอร์ คงสามารถเปรียบ
ได้กับไดร์ในโปรแกรม คือ
    ไดร์ C คือ เรื่องส่วนตัว เรื่องชีวิต เรื่องครอบครัวของเรา ควรให้ความใส่ใจให้สำคัญเป็นอย่างดี  เพราะถ้าเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์แล้ว ก็คงเป็นโปรแกรมต่างๆ ที่จะสามารถทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชีวิตเราถ้าดูแลดีมีความสุขในการใช้ชีวิต ไม่นำไวรัส หรือ สิ่งที่ทำให้ชีวิตเศร้าหมอง   ชีวิตก็มีความสุขอย่างแน่นอน
    ไดร์ D คือ เรื่องการทำงานของเรา ที่ต้องเกี่ยวข้องติดต่อประสานงานกับคนมากมาย มีความสุขบ้าง  มีความทุกข์บ้าง การดำเนินชีวิตเราจึงควรแบ่งให้ถูกต้องว่าอะไรคือ เรื่องของชีวิต อะไรคือ เรื่องงาน  บางคนแบ่งไม่ถูกนำเรื่องชีวิตไปรวมกับเรื่องการงาน พอมีปัญหาก็ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข จึงสรุปว่า เรื่องชีวิตของเราควรแยกแยะให้ได้กับการทำงาน ไม่ควรนำเรื่องส่วนตัวไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องงาน  ไม่ควรนำเรื่องงานไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวมากนัก ธรรมะจากวัดหนองป่าพง คือ  ให้เลิกความรู้สึกรักและชัง ในบุคคลทั้งหลาย อย่าอยู่ด้วยความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ รู้จักดีและชั่วแล้วเลิกยึดดียึดชั่วเสียด้วย
Copyright © 2010 www.dhammaOD.com All Rights Reserved.